
เอาเรื่องไกล้ตัวกันก่อนเลยนะครับว่าในทุกวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นเร็วผิดกับทุกปีที่ผ่านมา
ฤดูกาลแปรผันอย่างเห็นได้ชัด ธรรมดาหนาวมาได้ 3 เดือนแล้วแต่นีพึ่งหนาว
และที่สำคัญร้อนมหาโหด ประเภทร้อนไม่เอาใจคนอยากได้วิตามินดีกันเลยก็ว่าได้ครับ
ใครตากแดดเพื่อสังเคราะห์วิตามินดีในช่วงนี้ระวังจะแย่เพราะมะเร็งผิวหนังแทนนะครับ
เรามาดูเรื่องไกล้ตัวอีกเรื่องครับคือบังเอิญไปเจอข้อความจากหนังสืพิมพ์ไทยโพสต์เขียนไว้ดังนี้ครับ
กองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) เผยแพร่รายงานขนานการประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก 2009 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ ระบุการเปลี่ยนรูปแบบของสภาพอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงแล้ว ขณะปัญหาโลกร้อนยังคุกคามชีวิตคนอีกหลายล้านในภูมิภาคนี้
รายงานขององค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งนี้ชี้ว่า อุทกภัยรุนแรงและภัยแล้ง, การกัดเซาะชายฝั่ง, ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคลื่นความร้อน ที่จะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้านี้ ส่งผลกระทบถึงผลผลิตข้าว, ผลไม้และกาแฟ และการทำประมง ซึ่งเป็นปัจจัยเลี้ยงชีวิตของผู้คนจำนวนมากในกลุ่มประชากรลุ่มแม่น้ำโขง 65 ล้านคน
“ทั่วทั้งภูมิภาคนี้อุณหภูมิกำลังเพิ่มขึ้น และได้เพิ่มขึ้นแล้ว 0.5-1.5 องศาเซลเซียสในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา” ข่าวรอยเตอร์อ้างข้อความในรายงาน
ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ กล่าวว่า ในขณะที่หลายพื้นที่ของภูมิภาคนี้จะมีฤดูฝนที่สั้นลง แต่คาดว่าปริมาณน้ำฝนโดยรวมกลับจะเพิ่มขึ้น หมายความว่าฝนที่ตกก็จะมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะคุกคามต่อผลผลิตทางการเกษตร และทำใหิเกิดน้ำท่วมและดินถล่มตามมา
พื้นที่ลุ่มน้ำโขงที่รายงานนี้กล่าวถึงนั้น นับรวมตั้งแต่ที่ราบสูงทิเบตในจีนลงมายังพม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม จากนั้นได้ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เป็นแหล่งปลูกข้าวราวครึ่งหนึ่งของเวียดนาม และเป็นแหล่งผลิตกุ้งประมาณ 60% แต่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและน้ำเค็มหนุน ได้กระทบต่อปริมาณผลผลิตและอาจทำให้เกษตรกรไร้ที่ทำกิน
ประชากรจำนวนมากอาศัยในที่ลุ่มต่ำ ตามแนวชายฝั่งและในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เช่นในนครโฮจิมินห์ซิตี, ฮานอย และกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้ภูมิภาคเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่ออุทกภัย, การรุกล้ำปนเปื้อนของน้ำเค็ม และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
รายงานกล่าวด้วยว่า ภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจะสร้างความเสียหายขนานใหญ่ต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ในช่วงฤดูแล้งจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำหนักหน่วงขึ้นด้วย ”อุณหภูมิสูงขึ้นได้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกลดขนาดลง ขณะที่พายุ, น้ำท่วม และภัยแล้ง กำลังทำลายผลผลิตทั่วทั้งลุ่มน้ำโขง การขาดแคลนน้ำจะจำกัดการผลิตภาคเกษตร และคุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย” รายงานนี้เสริม
บรรดาผู้แทนจากประมาณ 180 ประเทศ กำลังประชุมกันที่สำนักงานยูเอ็นในกรุงเทพฯ เพื่อพยายามหาความตกลงร่วมกัน ในการขยับขยายความร่วมมือต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อน โดยพวกเจ้าหน้าที่กำลังพยายามนิยามเนื้อหาที่จะใช้เป็นพื้นฐานของการทำสนธิสัญญาว่าด้วยโลกร้อนฉบับใหม่ ที่ยูเอ็นหวังว่าจะสามารถหาความเห็นพ้องต้องกันได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้
ประเด็นหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงฉบับใหม่นี้ คือการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ยากจน ในการปรับตัวเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
ที่ด้านนอกศูนย์การประชุมของยูเอ็น มีชาวนาไทย, เกษตรกร, ชาวประมง และชนพื้นเมืองจากหลายประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และเนปาล รวมประมาณ 2,000 คน มาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยทุ่มเทมากขึ้นในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
“เรามาที่นี่เพื่อถ่ายทอดเสียงของชาวนาต่อยูเอ็น” ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรจากอินโดนีเซียตะโกนอยู่ด้านนอกศูนย์ประชุม
ประเทศกำลังพัฒนากล่าวโทษชาติร่ำรวยว่า ไม่ยอมริเริ่มด้วยการทำข้อตกลงลดระดับการปล่อยก๊าซให้หนักหน่วงกว่านี้ และต้องการให้ประเทศร่ำรวยรับปากทุ่มเงินนับพันล้านดอลลาร์ช่วยชาติยากจน ให้ปรับตัวรับผลกระทบและสร้างเศรษฐกิจที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เห็นแล้วก็น่าตกใจมากนะครับที่มันเกิดขึ้นใกล้ๆ ตัวเรานี่เอง แม่น้ำโขงของคนไทยเรานี่เอง แล้วอีกหน่อยจะเหลืออะไรให้คนรุ่นหลังละครับ…
อีกบทความหนึงครับคลายกับที่ผมได้เกินไว้ตั้งแต่ต้นครับ
การจะสำรวจความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ว่ากำลังเลวร้ายขึ้นหรือเปล่า ต้องอาศัยการการเฝ้าดูรายวัน หรืออาจจะรายชั่วโมง ในระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าดูในพื้นที่ต่างๆทั่วโลกอีกด้วย ข้อมูลเหล่านี้ สมัยก่อนเป็นข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากการแบ่งปันข้อมูลในประเทศที่อยู่ไกลกันนั้นต้องใช้เวลา แต่วันนี้ การแบ่งปันข้อมูลและการสำรวจร่วมกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป ทำให้นักค้นคว้าสามารถสรุปได้ว่าบรรยากาศโลกนั้น กำลังเพียงแค่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย หรือ กำลังเลวร้ายขึ้นอย่างน้ากลัว ทั่วโลกกำลังเกิดเหตุ การผิดปกติในบรรยากาศ รวมถึง การลดลงของจำนวนวัน หรือ คืนที่หนาวผิดปกติ แต่ เป็นการเพิ่มขึ้นของ วัน และ คืนที่ร้อนผิดปกติแทน ความผิดปกติอื่นคือ ฤดูที่มีระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น หน้าร้อนที่ยาวขึ้น และหน้าหนาวที่สั้นลง มีแนวโน้มที่ชัดเจน ว่า การเกิดปรากฏการอุณหภูมิลดต่ำมากผิดปกติกำลัง ได้ลดลงเรื่อยๆทุกปี แต่กลับเป็นจำนวนวันที่ร้อนมากผิดปกติ ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในพื้นที่ ที่ แห้งแล้ง หรือ ชื้นมาก ปกติแล้วจะทำให้เกิดประกดการ El Niño หรือ La Niña และปรากฏการทั้งสองปรากฏการนั้น กำลังเกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่า ได้มีการเพิ่มจำนวนพื้นที่แห้งแล้งขึ้นทั่วโลก แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่มีหลักฐานใดๆชี้ว่ามีพื้นที่แห้งแล้งเพิ่มขึ้นสหรัฐ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า พื้นที่ ที่อยู่ 45องศาเหนือขึ้นไป ที่มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำฝน ได้เกิดเหตุ การฝนตกมากผิดปกติหลาย ต่อ หลายครั้ง เช่นที่ออกข่าว น้ำท่วมในอังกฤษ และ เยอรมัน แม้แต่ตะวันออกกลางยังมีข้อมูลว่าฝนตกมากขึ้นในช่วงหน้าฝน แต่ที่หน้าแปลกคือ จำนวนน้ำฝนที่วัดในต่อปีกำลังลดลง เหตุผลก็คือเพราะ ถึงแม้ว่าจะมีฝนตกมากขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ จำนวนครั้งที่ฝนตก ก็ได้ลดลงเรื่อยๆในแต่ละปี
สถาบันเอกชนต่างๆ ก็ได้เห็นพ้องกันว่า มีการเกิด พายุไซโคลนมากขึ้น ในพื้นที่ ที่มีฝนตกชุกอยู่แล้ว พื้นที่นั้น รวมถึงประเทศไทยด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 20 แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่เหนือเส้นสูนสูตร ในพื้นที่เส้นสูนสูตร จำนวน พายุไซโคลนกลับลดลง นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์พายุ เฮอรีเคนใน Atlantic มากขึ้นตั้งแต่ 1970เป็นต้นมา ด้วยจำนวนมากสุดเป็นประวัติศาสตร์ในปี 2005 แต่ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถรับรองได้ว่า เหตุการณ์เหล่านี้ จะเกิดขึ้นในระยะยาว หรือเป็นเพียงแค่ปรากฏการช่วง 100-200ปีเท่านั้น
และนี้ครับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ขั้วโลกเหนือกลายเป็นเกาะอย่างเต็มตัว ภาพถ่ายจากดาวเทียม Startling ได้ถ่ายภาพขั้วโลกเหนือเมื่อไม่นานมานี้ เผยให้เห็นว่า เราสามารถเดินเรือรอบขั้วโลกเหนือได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
การ เปิดของช่องทางที่น้ำแข็งได้ละลายหายไปนี้ เป็นสิ่งที่บริษัทเดินเรือมากมายรอคอยมานาน เพราะพวกเขาสามารถใช้ทางลัดนี้ ลัดเส้นทางได้มากกว่าพันกิโลเมตร
แต่สำหรับชาวโลก และ นักวิทยาศาสตร์ นี้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึง ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ที่กำลังเลวร้ายขึ้น
Mark Serreze, ผู้เชี่ยวชานทางทะเล ของขั้วโลกเหนือ, เขาอธิบายว่า นี้คือ เหตุการณ์แห่งประวัตติสาต และเขาได้เตือนว่า ขั้วโลกเหนือกำลังเข้าสู่สภาวะที่กำลังถึงจุดจบ นั้นหมายความว่า เราจะไม่ได้เห็นขั้วโลกเหนืออีกต่อไป
NASA ได้เปิดเผยแผนที่ ที่ทำให้เห็น เป็นครั้งแรกในรอบ 125,000 ปี ที่มีการเชื่อมต่อระหว่าง มหาสมุทร Atlantic และ Pacific โดยไม่มีน้ำแข็งขั้นกลาง
ในปี 2005, น้ำแข็งใน พื้นที่ ตะวันออกเชียงเหนือของ Russia ได้เปิดออก, แต่น้ำแข็งฝั่ง ตะวันตกของ Canada ยังคงปิดอยู่ แต่ปีที่แล้ว มันกับกลับกัน เป็นตรงกันข้าม
ศต. Serreze, จาก National Snow และ Ice Data Center แห่งสหรัฐ, ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่า: ‘ช่องว่างได้เปิดขึ้นแล้ว และมันเป็นปรากฏการประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์แบบนี้ จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า’
บริษัทเดินเรือต่างๆมากมายกำลังเตรียมพร้อมจะใช้เส้นทางใหม่ เช่นบริษัท Beluga group ของเยอรมัน เตรียมที่จะสำรวจเส้นทางใหม่นี้ หวังที่จะลดระยะทางไปอีก 6500 ก.ม. จาก เยอรมัน ไป ญี่ปุ่น
ถ้าหากว่าน้ำแข็งยังคงละลายต่อไปเช่นนี้ อีกไม่นานเราคงจะได้เดินเรื่อข้ามใจกลางขั้วโลกเหนืออย่างสบายแน่นอน
นักวิทยาศาสตร์อย่างท่านเชื่อว่า ขั้วโลกเหนือจะหายไปภายในปี 203 ฟังดูอาจจะเป็นระยะเวลาที่น้อยมาก แต่ความเป็นไปได้มีสูงพอสมควร
นักวิทยาศาสตร์บางท่านเชื่อว่า เวลาเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น ที่จะทำให้ น้ำแข็งในขั้วโลกหายไปอย่างสิ้นเชิง ในช่วงหน้าร้อน
4 อาทิตย์ก่อน นักท่องเที่ยวต้องอพยพออกจาก เกาะ Baffin Island ในอุทยานแห่งชาติ Auyuittuq ของ Canada เพราะธารน้ำแข็งได้ละลายลง
ชื่อของธารน้ำแข็ง แปลว่า ‘ดินแดน ที่ไม่มีวันละลาย’
ภาพเปลี่ยบเทียบให้ชมในบางส่วนครับกับผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน





เราจะช่วยโลกหรือจะให้โลกกลายเป็นแบบนี้ก่อนแล้วจึงทำ

ช่วนกันดูแลโลกร่วมกันนะครับ
ด้วยรักและห่วงใยนายไก่โต้ง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น